ประวัติพระมูลเมืองเซกา
*********
             
            พระมูลเมืองเซกา หน้าตักกว้าง ๑๖.๕  นิ้ว  สูง  ๓๒  นิ้ว  ยอดเกศหักมาแต่เดิมเนื้อสัมฤทธิ์แก่เงิน ริมฝีปากและพระเนตร สังฆาฏิ  ฝังแร่สีดำ  ศิลปะเชียงรุ้งปางมารวิชัยฐานเขียง  ไม่มีฐานรองรับ  ต่อมาได้ให้ช่างหล่อฐานขึ้นใหม่  และประดับพลอยสีเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา  พระมูลเมืองเซกา  สร้างขึ้นในสมัยใดไม่มีใครทราบ จำได้ว่า  เมื่อเดือน พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๑๕ พ่อใหญ่จารย์ป้อง  นามสุโพธิ์  มีศักดิ์เป็นคุณตา  เพราะเป็นน้องชายของยายวันทอง  คุณยายวันทอง  จันทร์โคตร  ซึ่งเป็นยายของข้าพเจ้า  ได้นิมนต์ให้ข้าพเจ้าเข้าไปในบ้านว่ามีธุระจะคุยด้วย  พอไปถึงบ้านตอนหัวค่ำ  พ่อใหญ่จารย์พูดคุยและถามหลายเรื่อง  สุดท้ายแก่บอกว่าเจ้าหัวหลานเป็นคนเซกาโดยแท้  เกิดกับบ้านเซกา ให้รักษามูลมรดกของบ้านเราเอาไว้  ตามีของสำคัญจะเล่าให้ฟังและจะมอบให้เจ้าหัวหลานเอาไปเก็บรักษาปฏิบัติไว้เป็นของค้ำคูณต่อไป  แกพาเข้าไปในเปิง(หน้าหิ้งพระ)  แกเปิดผ้าออกเป้นพระพุทธรูป  ข้าพเจ้าสะดุ้ง  ตื่นเต้น  ก้มลงกราบด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง  พร้อมกับลูบคลำอยากได้มาปฏิบัติบูชา  เลยหมอบลงกราบจับองค์พระอธิฐาน  แกบอกว่าพระองค์นี้เป็นพระเก่าเป็นของมรดกตกทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตา ทวด  นำมาตั้งบ้านเซกา  โดยผู้นำหมู่บ้านเป็นนายฮ้อย  เป็นปราชญ์มีวิชาอาคม ได้นำพระองค์นี้มาด้วยเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจในคราวมาตั้งบ้านใหม่  พระองค์นี้คงจะอยู่กับผู้นำหรือปราชญ์ของบ้านเรา  เป็นผู้ดูปฏิบัติรักษามาตลอดคุณตาบอกว่ามีครั้งหนึ่ง นายอำเภอไชยบุรี  (จังหวัดบึงกาฬ)  ปัจจุบันจะมาขอเอาพระองค์นี้ไปสมัยนั้นประชาชนกลัวเจ้านายปราชญ์คนนี้จึงได้นำพระไปเก็บรักษาไว้กับท่านกับท่านพระครูโพธิมณธารักษ์  (หลวงปู่อ่อนสา  กุสโล)  วัดโพธาราม  บ้านโคกกระแซ  ซึ่งเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่มีผู้คนเคารพนับถือในสมัยนั้น  ต่อมาก่อนหลวงปู่ท่านจะมรณภาพท่านได้เรียก  หลวงปู่จันทร์  จนฺทสาโร  วัดจอมแก้ว  บ้านห้วยผักขะ ซึ่งเป็นพระเถระที่ไว้วางใจรองจากท่านให้มารับพระองค์นี้ไปเก็บรักษาไว้  บอกว่าพระองค์นี้เป็นพระมรดกตกทอดกันมาของบ้านเซกา  เอามาฝากไว้อย่าได้เอาไปทางอื่นอยู่กับหลวงปู่บุญจันทร์นานเท่าไหร่ไม่มีใครทราบได้  ต่อมาก่อนท่านหลวงปู่จะมรภาพท่านได้สั่งให้พ่อใหญ่จารย์ป้องให้ไปหา  เพราะว่าพ่อใหญ่เป็นปราชญ์ ในสมัยนั้นและคุ้นเคยกับหลวงปู่เป็นอย่างดี  หลวงปู่จึงได้มอบพระพุทธรูปองค์นั้นให้พ่อใหญ่จารย์ป้อง  เอาพระองค์นี้คืนไปบวกไปวังคือเก่า  พ่อใหญ่จึงนำมาเก็บรักษาปฏิบัติเรื่อยมา  ก่อนกลับ คืนนั้นพ่อใหญ่จารย์ได้มอบพระพุทธรูปสีดำสองพี่น้องให้ไปบูชาก่อน  ต่อมาจึงนำพระองค์ใหญ่มามอบให้ภายหลัง  เมื่อมาอยู่กับข้าพเจ้าแล้วได้เก็บเงียบรักษาปฏิบัติบูชาเรื่อยมากลัวจะมีภัยแต่มนใจคิดเสมอว่า  พระพุทธรูปองค์นี้เป็นมูลมรดกตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน  ท่านคงปรารถนาอยากให้อยู่กับลูกหลานบ้านเมืองเซกาตลอดไป  จะด้วยพุทธบารมีหรือวิญาณของปู่ย่าตาทวด  ผู้นำพระองค์นี้มาเป็นมิ่งขวัญกำลังใจในการสร้างบ้านแปลงเมือง  จนบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองใหญ่โตจนเป็นอำเภอปานนี้  ข้าพเจ้าจึงคิดตั้งชื่อและถวายนามท่านว่า  “ พระเจ้ามูลเมืองเซกา”   สืบมาจนบัดนี้  และวัดที่พระเจ้ามูลเมืองเซกาท่านสถิต   ก็ได้รับนามจากทางราชการว่า  วัดเซกาเจติยาราม”  สืบมาจนทุกวันนี้  ขออาราธนาพระเจ้ามูลเมืองเซกาจงสถิตสถาพรอยู่กับวัดเซกาเจติยารามจนชั่วนิรันดร์กาลด้วยเทอญฯ
 
(พระวิชัยธรรมคณี)
เจ้าอาวาสวัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง